Wednesday, 17 January 2018

First timers

เรื่องนี้ก็ดีนะ มาดูฝรั่งเค้าใช้ศัพท์ บรรยายให้เห็นภาพ
First timers
A religious couple got hitched and, being virgins, had no idea how to consummate the marriage. The bloke snuck into the toilet and rang his dad for advice.
“Get naked and climb into bed,” advised his father.
His new wife was confused when she saw him do this, so she snuck into the bathroom, rang her mother and asked her what to do.
“get naked and get into bed with him,”

came the response.
they both lay there side by side for an hour untill
the bloke snuck off to ring his father again to ask what came next.
“Look at her naked body,” his
father said, “ then take the hardest part of your body stick
it where she
pees.”
A few moments later the bride call her mother, weeping
“What do I do now, Mum?” she asked “Well, what the dopey bastard doing,”  her mother replied.
“He’s in the bathroom, dunking his head in the toilet.”
............................................................................


First timers เฟิ๊รสต์ ทายเม่อร์ส หมายถึงครั้งแรก
A religious couple คนเคร่งศาสนาคู่หนึ่ง
got hitched เกิดตกหลุมรักซึ่งกันและกัน
and, และก็
being virgins, เป็นเพศพรหมจรรย์ทั้งคู่
(virgin เวอร์จิ๊น แปลว่า ยังบริสุทธิ์ ไม่เคยร่วมเพศมาก่อน ที่มีตัวs หมายถึงทั้งสองคน )
 had no idea ไม่เข้าใจ หรือไม่รู้เรื่อง
how to ว่าจะ
consummate ใช้สอยหรือใช้ประโยชน์
the marriage. จากการแต่งงานนี้ ( อย่างไร)
 The bloke ไอ้หนุ่ม
snuck into ชิ่งเข้าไปใน
 the toilet ห้องนํ้า
and แล้วก็
rang his dad โทรศัพท์ถึงพ่อ
 for advice. ขอคำแนะนำ
“Get naked
ถอดเสื้อผ้า
and แล้วก็
climb into bed,” ขึ้นเตียง
advised his father. เสด็จพ่อแนะนำ
His new wife
ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันมาสดๆร้อนๆ
was confused รู้สึกงงๆ
when เมื่อหล่อน
she saw him เห็นเขา
do this, ทำแบบนี้
 so ด้วยเหตุนี้
she snuck into หล่อนก็ชิ่งเข้าไปใน
the bathroom, ห้องนํ้า
 rang her mother โทรศัพท์ถึงเสด็จแม่
and แล้วก็
asked her ถามเธอ
what to do. ว่าจะทำอย่างไร
“get naked
แก้ผ้า
and แล้วก็
get into bed ขึ้นเตียงไป
with him,” กับมัน
came the response.
นี่คือคำตอบที่ได้รับมา
they both
ทั้งคู่
 lay there นอนแผ่สองสลึงอยู่ตรงนั้น
 side by side เคียงข้างกันและกัน
for ประมาณ
an hour ชั่วโมงนึงได้
until จนกระทั่ง
the bloke
ไอ้หนุ่ม
snuck off ชิ่งออกไป
to ring เพื่อโทรศัพท์
his father again ไปหาพ่ออีกครั้ง
to ask เพื่อที่จะถามว่า
what came next. เอายังไงต่อไป
“Look at
มองไปที่
 her naked body,” ร่างเปลือยเปล่าของเธอ
his father said, เสด็จพ่อบอก
 “ then จากนั้น
take the hardest part ก็เอาส่วนที่แข็งที่สุด
 of your body ของร่างกายแก
stick it ทิ่มมันเข้าไป
where she pees.” ในที่ๆหล่อนใช้ฉี่
A few moments ชั่วครู่
 later ต่อมา
the bride เจ้าสาว
call her mother, โทรศัพท์ไปหาแม่
weeping สอึกสอื้น
“What do I do now,
หนูจะทำอย่างไรดีละ
Mum?” คุณแม่
she asked หล่อนถาม
“Well, อ้าว
what the dopey bastard doing,” ไอ้เวรซื่อบื้อนั่นมันทำอะไรหนูหรือ
 her mother replied. เสียงตามสายเสด็จแม่ตอบมา
“He’s in the bathroom,
เขาอยู่ในห้องนํ้า
dunking his head เอาหัวทิ่มเข้าไป
(dunking ดั๊งกิ๊ง ก็เหมือน Slam dunk คือจับลูกบ๊าสเกตบอลล์ยัดเข้าไปในห่วง

)
 in the toilet.” ในโถส้วม

............................................................................






Wednesday, 3 January 2018

Death cab

Death cab
A Cabbie reached the Pearly Gates and announced his presence to St Peter, who looked him up in his Big Book. Upon
reading the entry for the cabbie, St Peter invited him to pick up a silk robe and a golden staff and head in.
A preacher was next in line and had been watching these proceedings with interest.
He boldly announced himself and upon scanning the preacher’s entry in the Big Book, St Peter furrowed his brow and said, OK, we’ll let you in, but take that cloth robe and wooden staff.”
The preacher was astonished and
replied, “I’m a man of the cloth. You gave that taxi driver a gold staff and a silk robe. Surely, I rate higher than a cabbie.”
St Peter responded, “This is heaven and up here we’re interested in results. When you preached, people slept. When the cabbie drove his taxi, people prayed.” 
.............................................................


Death cab เด๊ตแค๊บ เป็นคำแปลว่า รถแท๊กซี่แห่งความตาย หรือแท๊กซี่มหาภัย
A Cabbie คนขับรถแท๊กซี่คนหนึ่ง
reached the Pearly Gates ไปถึงประตูสวรรค์ ที่เรียกว่าประตูไข่มุก
ศาสนาคริสต์..... คนคริสต์ไร้วาสนาไม่เหมือนคนไทย คือตายแล้ว ตายเลยกลับมาเกิดใหม่อีกไม่ได้     
        คนไทยจะโชคดี ตอนที่ตายไปแล้ว   จะกลับมาเกิดใหม่ได้เสมอ วนเวียนไปตลอด จนกว่าจะสำเร็จอรหันต์หรือไปนิพพาน... เพียงแค่ให้ญาติไปนิมนต์พระมาสวด แล้วใส่ซองทำบุญ ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งได้ขึ้นสวรรค์ไว พระไทยมีอภินิหาร มีพุทธคุณ มีคัมภีร์วิเศษ ที่เรียกว่าอภิธรรม สามารถสวดให้คนที่ฆ่าคนมาเป็นหมื่นให้ไปสวรรค์ได้
..คนคริสต์ในต่างประเทศ จะโชคดีตอนเป็นๆ คือ ประเทศคริสต์ ร้อยกว่าประเทศ เด็กมีเงินเดือนกินไปเรียนหนังสือไป ซึ่งก็ทำให้สามารถสร้างเครื่องบินยานอวกาศ ท่องดวงดาวได้ แถมยังมีศิลธรรมที่เรียกว่า Moral Fibre คือกึ๋นของศิลธรรม ส่วนของไทยศิลธรรมไปอยู่ที่พระอรหันต์หมด คนธรรมดาไม่มีสิทธิ มีศิลธรรม เพราะต้องให้พระอรหันต์สั่งสอนตลอดเวลา
...คนแก่ฝรั่งเมืองนอก มีเงินเดือนกินขนาดซื้อตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยได้ทุกๆสามเดือนหกเดือน หญิงลูกติดสามีทอดทิ้งหรือตาย  มีเงินเดือนกินทุกคนไม่ต้องทำงาน แบบที่ประเทศไทยไม่มี ..แต่จะมีพระเอาบุญมาให้แทน ขอเงินสดกลับไป...
......ดังนั้น คนคริสต์ เมื่อตายแล้ว จะต้องไปที่ประตูสวรรค์หรือประตูไข่มุกทุกคน เพื่อให้ เซ๊นต์ปีเตอร์พิจารณาว่าจะให้ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์  เหมือนรายแท๊กซี่รายนี้
and แล้วก็
announced รายงาน
his presence การมาถึง
to St Peter, ให้กับท่านนักบุญปีเตอร์
who ผู้ซึ่ง
looked him up กำลังตรวจสอบประวัติของเขา
 in his Big Book. ในหนังสือเล่มใหญ่ที่บันทึกประวัติของเขา
(ตรงกับภาษาไทยว่าบัญชีหนังหมา )

Upon reading หลังจากที่ได้อ่าน
(Upon = carry out =  conform to ทำตามพิธีการ)
the entry รายงานสิทธิเข้าสู่สวรรค์
( entry เฉยๆ เท่ากับเข้าไป ถ้ามีเดอะ ก็มีความหมายมากกว่านั้น)
for the cabbie, ของคนขับรถแท๊กซี่
St Peter เซ็นต์ปีเตอร์
invited him ก็บอกให้เขา
 to pick up ไปหยิบ
a silk robe เสื้อคลุมผ้าใหม
and a golden staff พร้อมกับไม่เท้าทอง(ดูรูป)


and แล้วก็
head in. มุ่งตรงเข้าสวรรค์ไป
A preacher
นักบวช
 was next in line ซึ่งยืนต่อแถวถัดมา
and และก็
had been watching จับตามองมาตลอด
 these proceedings ในพิธีกรรมเหล่านี้
with interest. ด้วยความสนใจ
He boldly announced himself
ท่านประกาศตัวการมาอย่างเข้มแข็งเด็ดขาดมั่นใจ
(boldly= confident )
and และ
upon scanning หลังจากการตรวจสอบ
the preacher’s entry สิทธิการเข้าสู่สวรรค์ของนักบวช
 in the Big Book, ในบัญชีหนังหมา
St Peter เซ็นต์ปีเตอร์
Furrowed his brow ขมวดคิ้ว
and said, แล้วก็บอกว่า
OK, ตกลง
we’ll let you in, เราอนุญาตให้ท่านเข้าได้
 but แต่ว่า
 take ต้องเอา
that cloth robe เสื้อคลุมที่เป็นผ้าธรรมดา
and กับ
wooden staff.” ไม้เท้าที่เป็นไม้ธรรมดาๆ
The preacher
นักบวชหรือหลวงพ่อ
was astonished รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
and replied, แล้วก็ตอบว่า
“I’m a man of the cloth. ผมเป็นคนที่จำเป็นต้องใส่เสื้อคลุม
 You gave ท่านให้
that taxi driver ไอ้คนขับแท๊กซี่นั่น
a gold staff ไม้เท้าทอง
and a silk robe. และก็เสื้อคลุมทำด้วยใหม
Surely, แน่นอน
 I rate ผมมีศักดิศรี
higher than สูงกว่า
 a cabbie.” คนขับแท๊กซี่
St Peter responded, เซ็นต์ปีเตอร์ตอบว่า
 “This is heaven ที่นี่คือสวรรค์นะ
and up here แล้วก็ข้างบนนี้
 we’re interested เราจะสนใจ
in results. ในผลงาน (มากกว่า )
 When you preached, ตอนท่านเทศน์
people slept. คนจะนอนหลับ
When ตอนที่
the cabbie แท๊กซี่คนนั้น
drove his taxi, ขับรถแท๊กซี่ของเขา
 people prayed.” คนจะสวดมนต์( วิงวอนพระเจ้า)

………………………………………………………………………….






Friday, 15 December 2017

Kidding around

เรื่องนี้คือ หนึ่งในหลายๆตัวอย่างของคําถามที่ว่าทําใมคนไทยเรียนภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้แม้แต่อาจารย์ที่จบปริญญาเอกของ มหาวิทยาลัยต่างๆในเมืองไทย ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจ หรือพยายามที่จะเข้าใจ เพราะความหมายมันลึกซึ๊งเกินที่อาจารย์พวกนี้จะรู้เรื่อง ทั้งที่ศัพท์ก็ง่ายๆ ลองอ่านดู ถ้าคุณเข้าใจ แสดงว่าคุณเก่งกว่าอาจารย์พวกนั้น
Kidding around
A woman walks into a Social Service office with 15 kids in tow.
‘Wow!’ the social worker exclaims. ‘Are they all yours”
Yeah,’ sighs the mother, having heard the question a thousand times before. She says. Sit down, Terry.’
The children rush to find seats.
Well, says the social worker, ‘I’ll need all of your childrens names
‘This ones my oldest — he’s Terry. And this is my youngest — she’s Teri.’
The social worker raises an eyebrow but continues writing ‘And here we have Terry and Teri.
All right! interrupts the social worker. I think I’m seeing a pattern. Are they all named Terri or Terry?’
‘Yes.’ says the mother ‘It makes my life easier. When it’s  time to get them out of bed and ready for  school, I yell, Terry! And when it’s time for dinner, I just yell Teri and they all come. And if I need to stop the kid who’s running into the street, I just yell ‘Terry!’ and they all stop.”
The social worker thinks this over, then wrinkles her forehead and says tentatively, “But what if you just want one kid to come, and not the whole bunch?”
“Then I use their surnames.”
...............................................
Kidding around
คิดดิ๊ง กับ โจ๊กกิ๊ง เหมือนกันคือล้อเล่น แต่ในเรื่องนี้ หมายถึงเด็กๆเต็มไปหมด เป็นการใช้ภาษาแบบ เล่นลิ้น
A woman
ผู้หญิงคนหนึ่ง
walks into เดินเข้าไปใน
a Social Service office สำนักงานบริการสังคม หรือสำนักงานผดุงความมั่นคงครอบครัวของประชาชน
with 15 kids in tow. พร้อมกับเด็กๆสิบห้า เดินตามกันเป็นงูกินหาง ( tow แปลว่าลากจูง ดูรูป tow truck)
‘Wow!’ โอ้โฮ
the social worker พนักงานผดุงสังคม
exclaims. อุทานขึ้นมา
‘Are they all yours” ทั้งหมดนี่เป็นลูกคุณทั้งนั้นเลยใช่มั๊ย
Yeah,’
ใช่แล้ว
sighs the mother, คุณแม่ถอนหายใจ
having heard จากการได้ยิน
the question คำถามแบบนี้มา
a thousand times นับเป็นพันๆครั้ง
before.มาแล้ว
 She says. หล่อนบอกว่า
Sit down, นั่งลง
Terry.’ เทอรรี่
The children rush
เด็กๆต่างก็รีบ
to find seats. วิ่งหาที่นั่ง
Well,
เอาละ
says the social worker,พนักงานบริการสังคมบอก
 ‘I’ll need ฉันต้องการ
all of your childrens names รายชื่อเด็กของคุณทุกคน
‘This ones my oldest
คนนี้คนที่โตที่สุดของฉัน
 — he’s Terry. แกชื่อ เทอรรี่
And this is และคนนี้
my youngest คนที่เล็กที่สุดของฉัน
— she’s Teri.’ เธอชื่อ เทอริ
The social worker
พนักงานบริการสังคม
 raises an eyebrow ขมวดคิ้วอย่างงุนงง
 but continues writing แต่ก็ยังเขียนต่อไปเรื่อยๆ
 ‘And here แล้วนี่
we have เรามี
Terry and Teri. เทอรี่ กับเทอริ
All right!
เอาละ
interrupts the social worker.พนักงานบริการสังคมพูดขึ้น
 I think ผมคิดว่า
I’m seeing a pattern.ผมพอจะเห็นรูปแบบแล้ว
 Are they all ทั้งหมดนี้
named ชื่อ
Terri or Terry?’ เทอริ หรือ เทอรี่
‘Yes.’
ใช่แล้ว
says the mother คุณแม่พูด
‘It makes my life มันทำให้ชีวิตฉัน
easier. ง่ายขึ้น
When it’s  time ตอนที่จะ
to get them เอาพวกเค้า ( ปลุกให้ตื่น)
out of bed ออกจากเตียง
and ready for  school,แล้วก็พร้อมที่จะไปโรงเรียน
 I yell, ฉันก็ตะโกนว่า
Terry! เทอรี่
And when it’s time แล้วก็ตอนที่ถึงเวลา
for dinner, อาหารเย็น
 I just yell ฉันก็เพียงแค่ตะโกน
Teri เทอรริ
and they all come. ทุกคนก็จะมา
And if และถ้าหาก
I need to stop ฉันต้องการหยุด
 the kid เด็ก
who’s running ที่กำลังวิ่ง
into the street, ลงไปที่ถนน
 I just yell ฉันก็เพียงแค่ตะโกน
‘Terry!’ เทอรรี่
and they all stop.” แล้วทุกคนก็จะหยุด
The social worker
พนักงานบริการสังคม
 thinks this over, คิดไปคิดมา
 then จนกระทั่ง
wrinkles her forehead หน้าผากเธอย่น
and says แล้วก็พูดแบบ
 tentatively, ลังเล ไม่แน่ใจ

“But what if you ถ้าหากว่าคุณ
just want ต้องการแค่
one kid to come, เด็กคนเดียวให้มาหา
and not แล้วก็ไม่ใช่
 the whole bunch?” ทั้งขโยง
“Then
ถ้าเป็นอย่างงั้น
I use their surnames.” ฉันก็เรียกนามสกุลเขา
...............................................
 ผู้หญิงคนนี้ พาลูกๆไปสํานักงานบริการสังคม เพื่อจัดการเกี่ยวกับเงินเดือนเด็ก ตามกฏหมายสากลสหประชาชาติ ประเทศใหนที่เด็กไม่มีเงินเดือนกิน จะถูกนานาชาติเหยียดหยามให้ตํ่าต้อย ไม่มีเกียรติในสังคมโลก ฝรั่งจะเรียกว่า Third world country.หรือโลกที่สามที่สี่ ประเภทนั้น อย่างที่คนไทยเรียกว่ากะลาแลนด์ 
      ต่างประเทศ เด็กมีเงินเดือนกินทุกคนตั้งแต่เกิด ที่เรียกว่า Child Benefit หรือเงินส่วนแบ่งผลประโยชน์เด็กจากภาษีที่รัฐบาลเก็บไป เงินพวกนี้ หมาคาบไปแดกหมด
      ..คําศัพท์คํานี้ คนไทยไม่มี นอกจากคํานี้ ยังมีคําศัพท์อีกมากมาย ที่คนไทย เรียนไม่ได้ มันไม่ให้เรียน ดังนั้นต่อให้เป็นอาจารย์อะไรในเมืองไทยก็สอนคนไทยให้รู้ภาษาอังกฤษไม่ได้ นอกเหนือจากโดนกลั่นแกล้งวางยาจากชนชั้นสูงที่ไม่ต้องการให้เรารู้ภาษาอังกฤษลึกซึ๊ง มันต้องการให้รู้ แค่กูๆกาๆ แบบ One car come one car go, two car garden, two car โครม...ประเภทนั้น